แสนโกฏิจักรวาล

หนังสือเรื่อง พระไตรปิฎกฉบับสำหรับประชาชน ของ สุชีพ ปุญญานุภาพ ถือได้ว่าเป็นเพชรน้ำเอกของพุทธศาสนาในประเทศไทย ท่านอาจารย์สุชีพได้อ่านและย่อความพระไตรปิฎกภาษาบาลีทั้งหมดมาเป็นภาษาไทยที่อ่านง่ายและกระชับ มีสารบาญต้นเล่มและสารบาญท้ายเล่ม (ดรรชนีค้นคำ) อย่างละเอียด

ในสารบาญท้ายเล่ม มีคำว่า “ดาราศาสตร์” อยู่คำหนึ่ง ผมไปพบคำนี้โดยบังเอิญ จึงตามไปดูว่ามีข้อความอะไรเกี่ยวกับดาราศาสตร์

ปรากฏว่าคำนี้มีอยู่ในเชิงอรรถของพระสูตรเล็กๆ พระสูตรหนึ่ง เชิงอรรถบอกไว้ว่า

“ข้อนี้นักดาราศาสตร์คงจะพอใจที่พบว่า หลักฐานเมื่อ 2500 ปีมาแล้ว แสดงว่าพระพุทธเจ้าทรงชี้แจงว่ายังมีโลกอื่นมีพระจันทร์ พระอาทิตย์อื่นอีกมาก”

พออ่านอย่างนี้ เอ๊ะ ชักน่าสนใจ จึงลองดูย้อนไปว่าท่านให้ความเห็นสำหรับพระสูตรไหน แต่พระสูตรนี้ท่านไม่ได้บอกชื่อเพราะสั้นมาก มีข้อความที่ย่อแล้วดังนี้

“ตรัสแสดงธรรมแก่พระอานนท์ เรื่องมีโลกธาตุขนาดเล็กจำนวนพัน ขนาดกลางจำนวน 2 พัน ขนาดใหญ่จำนวน 3 พัน มีพระจันทร์ พระอาทิตย์จำนวนพันๆ”

ดูก็เข้าท่าดี พระพุทธเจ้าตรัสว่ามีดวงอาทิตย์เป็นพันๆ อาจหมายถึงดาวฤกษ์ ทำให้อยากรู้ว่าพระสูตรจริงๆ มีมาอย่างไร เผื่อจะมีข้อมูลอย่างอื่นที่ไม่ได้เก็บความเอาไว้อีก

เมื่อสืบต่อไป ผมพบว่าสิ่งที่พระสูตรบอก ไปพ้องกับความรู้ดาราศาสตร์ปัจจุบัน ยิ่งกว่าที่อาจารย์สุชีพคิดเสียอีก

ค้นหาอยู่ไม่นานผมก็ทราบว่าพระสูตรที่ผมกำลังสนใจนี้ชื่อ จูฬนีสูตร อยู่ในพระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อานันทวรรค เป็นพระสูตรสุดท้ายในอานันทวรรค ที่บอกที่อยู่ไว้อย่างละเอียดนี้ผู้ไม่สันทัดอาจจะงง (ความจริงโครงสร้างไม่ต่างจาก IP Address เท่าไร) ทั้งนี้เพื่อสะดวกแก่ผู้อ่านที่สนใจจะไปดูเอง โครงสร้างของพระไตรปิฎกมีอธิบายไว้ใน พระไตรปิฎกฉบับสำหรับประชาชน เช่นกัน ผู้สนใจอาจลองหามาอ่านดูได้

ต่อไปนี้เป็นจูฬนีสูตร ตามที่ผมเก็บความได้ แบบไม่ย่อเกินไป

พระอานนท์ถามพระพุทธเจ้าว่า เคยได้ยินพระพุทธเจ้าทรงเล่าว่า พระอภิภู สาวกของพระพุทธเจ้าในอดีตชื่อพระสิขี ยืนอยู่บนพรหมโลก แสดงธรรมให้ได้ยินไปถึง 1,000 โลกธาตุ ถ้าเป็นพระพุทธเจ้าเอง จะทำให้ได้ยินไกลแค่ไหน

พระพุทธเจ้าทรงตอบว่า นั่นแค่พระสาวก ส่วนพระพุทธเจ้านั้นทำได้มากกว่าจนประมาณมิได้

พระอานนท์ถามซ้ำ พระพุทธเจ้าก็ทรงตอบซ้ำ

พระอานนท์ถามอีก พระพุทธเจ้าเลยทรงเล่ารายละเอียดให้ฟัง

ทรงเล่าว่า ในโลกธาตุอย่างเล็กมี 1,000 โลกธาตุ (หรือจักรวาล) แต่ละจักรวาลประกอบด้วยโลก ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ทวีปต่างๆ สวรรค์ทุกชั้น เทพยดา พรหม พรหมโลก และมีอย่างนี้เหมือนกันหมดในทุกจักรวาล (เหมือนกำลังทรงบอกโดยอ้อมว่าเท่านี้แหละที่สาวกสามารถกระจายเสียงได้) นั่นคือ ในโลกธาตุอย่างเล็ก มีดวงอาทิตย์ 1,000 ดวง ดวงจันทร์ 1,000 ดวง ฯลฯ

ในโลกธาตุอย่างกลางมีจักรวาลมากกว่าโลกธาตุอย่างเล็กอีก 1,000 เท่า นั่นคือมี 1,000 x 1,000 เท่ากับ 1 ล้านจักรวาล

ในโลกธาตุอย่างใหญ่มีจักรวาลมากกว่ากว่าโลกธาตุอย่างกลางอีก 1,000 เท่า เพราะฉะนั้นจึงมี 1,000 x 1,000 x 1,000 เท่ากับ 1 พันล้านจักรวาล นั่นคือมีมากมาย (ในตัวบทท่านไม่บอกว่ามี 1 พันล้าน แต่ใช้คำใหญ่โตขึ้นไปอีกว่ามีแสนโกฏิจักรวาล หรือนับไม่ถ้วนนั่นเอง)

แล้วทรงบอกว่าพระพุทธเจ้านั้นเทศน์ให้ได้ยินกันทั้งจักรวาลอย่างใหญ่หรือยิ่งกว่านั้นก็ได้

พระอานนท์ถามว่าทำอย่างไร ทรงตอบว่า ทรงแผ่รัศมีไปและตรัสให้ได้ยิน

พระอานนท์ตื่นเต้นว่าตนเองได้เป็นสาวกของศาสดาที่มีฤทธิ์มาก

พระอุทายีขัดคอว่าไม่เห็นจะมีประโยชน์อะไรกับตัวพระอานนท์เลย

พระพุทธเจ้าตรัสห้ามพระอุทายีว่าอย่าพูดแบบนั้น เพราะเพียงจิตเลื่อมใสพระพุทธเจ้าก็เป็นบุญมากแล้ว แต่พระอานนท์จะทำได้ดีกว่านั้น เพราะจะได้ปรินิพพานเลยทีเดียว

จูฬนีสูตรจบเพียงเท่านี้ สั้นนิดเดียว

ถ้าอนุโลมว่าตัวเลขที่พระพุทธเจ้าทรงบอกเป็นการกำหนดจำนวนแบบหลวมๆ เพื่อให้เห็นความแตกต่าง คำอธิบายของพระพุทธเจ้าก็ชวนให้นึกถึงโครงสร้างของเอกภพตามคำอธิบายของนักดาราศาสตร์

1 จักรวาล = 1 ระบบสุริยะ

1 โลกธาตุเล็ก = 1,000 ระบบสุริยะ = 1 ดาราจักร (กาแล็กซี)

1 โลกธาตุกลาง = 1,000 โลกธาตุเล็ก = 1 กระจุกดาราจักร (Local group)

1 โลกธาตุใหญ่ = 1,000 โลกธาตุกลาง = เอกภพ

ความคิดเรื่องโครงสร้างเอกภพจาก 2 ยุคสมัยมาพ้องกันได้ ก็ประหลาดดี

ผมค้นคว้าต่อไปอีกหน่อย ด้วยความสะกิดใจว่า อ.สุชีพบอกว่า “ขนาดกลางจำนวน 2 พัน ขนาดใหญ่จำนวน 3 พัน” แต่ฉบับแปลเป็นไทยที่ได้จากอินเทอร์เน็ตบอกว่า ขนาดกลางมี 1,000 ยกกำลัง 2 หรือ 1 ล้าน ขนาดใหญ่มี 1,000 ยกกำลัง 3 หรือ 1 พันล้าน ทำไมจึงให้ตัวเลขต่างกัน

ผมไปที่ห้องสมุดสำนักเรียนวัดบวรนิเวศ ค้นดูพระไตรปิฎกภาษาไทย พระไตรปิฎกภาษาอังกฤษ ดูอรรถกถาภาษาไทย และดูต้นฉบับภาษาบาลี ด้วยความช่วยเหลือของพระมหาศิลปที่ประจำอยู่ที่นั่น พบว่าฉบับต่างๆ เกือบทุกฉบับใช้ 1,000 ยกกำลัง 2 กับ 1,000 ยกกำลัง 3 ไม่ใช่ 2,000 กับ 3,000 แต่มายุติที่ในอรรถกถาขยายความชัดเจนว่าเป็น 1,000 ยกกำลัง 2 กับ 1,000 ยกกำลัง 3 ซึ่งเข้ากันกับความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างเอกภพในปัจจุบันมากกว่า

ปัญหาอยู่ที่การแปลคำ 2 คำ “ทฺวิสหสฺสี” กับ “ติสหสฺสี” อ่านผ่านๆ ก็แปลกันว่า 2,000 กับ 3,000 ต้องอ่านอรรถกถาจึงจะเข้าใจความหมายที่แท้จริง อ.สุชีพท่านคงเห็นว่าเป็นพระสูตรเล็ก จึงอ่านเร็วๆ เพื่อเอาไปย่อ เลยเข้าใจผิดไป

เอกภพออกใหญ่โต จะมีแค่ 3,000 จักรวาลได้อย่างไร ต้องแสนโกฏิจักรวาลนั่นแหละถึงจะสมกัน