http://www.thairath.co.th/news.php?section=hotnews02&content=108696

เศรษฐกิจพอเพียง ปาฏิหาริย์ในเลโซโท [24 ต.ค. 51 - 14:59]

*วันนี้เศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงไทย ไปไกลถึงประเทศเลโซโท ทวีปแอฟริกา*

หลังจากที่สมเด็จพระราชาธิบดี และสมเด็จพระราชินีแห่งราชอาณาจักร เลโซโท
ได้เสด็จฯ เยือนประเทศไทยในฐานะพระราชอาคันตุกะ ในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติ 60 ปี
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อปี 2549

พร้อมเสด็จฯ เยี่ยมชมโครงการศูนย์ศึกษาและพัฒนา ห้วยฮ่องไคร้

อันเนื่องพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่
ด้วยความสนพระทัยและนำแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงกลับไปช่วยเหลือชาวเลโซโท
ด้วยการสนับสนุนช่วยเหลือของประเทศไทย
ผ่านทางสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (สพร.)
กระทรวงต่างประเทศ

2 ปีผ่านไป
วันนี้คณะผู้เชี่ยวชาญจากไทยได้ให้ความช่วยเหลือสร้างศูนย์ศึกษาเศรษฐกิจพอ
เพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่แก่เลโซโท บนที่ดิน 37.5 ไร่ ณ เมืองมาเซียง
ที่สมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินีฯ
พระราชทานที่ดินส่วนพระองค์ให้ทำเป็นแปลงสาธิตได้เป็นผลสำเร็จในระดับหนึ่ง

สามารถให้เจ้าหน้าที่เกษตรของเลโซโทรุ่นแรก เข้าไปศึกษาเรียนรู้
เศรษฐกิจพอเพียงของไทยแล้ว
เพื่อนำไปแก้ปัญหาความไม่พอเพียงให้กับประเทศที่ผลิตอาหารไม่พอให้คนใน
ประเทศได้กิน

*ต้องสั่งนำเข้าอาหารจากต่างประเทศมากถึง 70%*

"เราผลิตอาหารได้ไม่เพียงพอ เนื่องมาจากภูมิอากาศแปรปรวนจากภาวะโลกร้อน แล้งจัด
ฝนมากจนเกินไป และเนื้อที่เพาะปลูกทำการเกษตรมีน้อย
โดยเฉลี่ยแล้วเกษตรมีที่ดินเฉลี่ยกันครอบครัวละ 0.5-1 แฮกตาร์ (ประมาณ 3-6 ไร่)
เท่านั้น

ประกอบกับในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา การพัฒนาประเทศเน้นไปที่อุตสาหกรรมมากขึ้น
ส่งผลให้แรงงานจากในชนบทอพยพหลั่งไหลเข้ามาในเมืองมากขึ้น
ทำให้ประเทศเกิดปัญหาขาดแคลนเรื่องอาหาร ที่ผลิตได้แค่ เพียง 30%
ต้องนำเข้าจากต่างประเทศมากถึง 70%"

*นายสตีเฟน โมฟูเบตโซอานา* รองปลัดกระทรวงเกษตรและความมั่นคงของอาหาร
ให้เหตุผลที่ทางรัฐบาลเลโซโทให้ความสนใจในแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
ที่สมเด็จพระราชาธิบดี นำแบบอย่างมาจากประเทศไทย
และทำให้แนวพัฒนาประเทศต้องพลิกกลับ เน้นพัฒนาชนบทมากขึ้น

แต่แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงจากไทย จะช่วยได้แค่ไหนยังเป็นเรื่องกังขาของคนทั่วไป

ไม่เว้นแม้กระทั่งคนไทยด้วยกันเอง เพราะแค่ได้ยินได้ฟังแค่คำว่า "พอเพียง"
แล้วไม่หรู ไม่รวย ไม่มีใครอยากทำ

*คนต่างถิ่น ต่างทวีป ซึ่งไม่เคยรู้เห็นเศรษฐกิจพอเพียงมาก่อน...
รู้สึกไม่ต่างกัน*

เมื่อถามว่า ได้ยินคำว่าเศรษฐกิจพอเพียงครั้งแรกในชีวิตแล้วรู้สึกเช่นไร

*นายเทโล สโกเน *ข้าราชการบำนาญวัย 65 ปี อดีตผู้อำนวยการด้านพืชไร่
กระทรวงเกษตรฯเลโซโท...เอาแต่หัวเราะ

"ตอนแรกที่ได้ยิน ไม่รู้ว่ามันคืออะไร
และไม่แน่ใจว่าจะช่วยแก้ปัญหาความยากจนให้กับชาวเลโซโทได้จริงหรือเปล่า
แต่เมื่อเห็นว่าเป็นโครงการที่กษัตริย์เลโซโทสนพระทัย นำมาจากประเทศไทย
เพื่อการช่วยเหลือเกษตร� กรยากจน

ก็คิดไว้ก่อนว่าคงจะดี ไม่อย่างนั้นกษัตริย์เลโซโทคงไม่นำมา แต่จะดีจริงแค่ไหน
ช่วยเกษตรกรได้จริงหรือเปล่า ขอลองลุ้นดูผลงานสักระยะหนึ่งก่อน"

เพราะที่ผ่านมาด้วยประสบการณ์ทำงานที่กระทรวงเกษตรมายาวนาน รู้เห็นอะไรมามากมาย
ผ่านสารพัดโครงการพัฒนาเกษตรกรมาไม่น้อย จึงประเมินค่า แค่เพียงว่า
เศรษฐกิจพอเพียงคงให้ผลลัพธ์ไม่ต่างกับโครงการอื่นๆ

ที่ทำไปทำมา...ชาวบ้านไม่เพียงไม่รวยขึ้น ยังได้โอกาสเป็นหนี้มากเป็นเงาตามตัว

แต่หลังจากอดีตข้าราชการบำนาญผู้นี้
ถูกข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ขอร้องให้เข้ามาเป็นผู้จัดการโครงการเศรษฐกิจพอ
เพียงไทย-เลโซโท แทนคนเก่าซึ่งเป็นคนหนุ่ม

เนื่องจากต้องการความเป็นผู้อาวุโสที่สามารถประสานงานขอความร่วมมือจาก
หน่วยงานต่างๆ และได้รับความยอมรับ เกรงอกเกรงใจจากข้าราชการอื่นๆ

เมื่อได้มาลงมือทำเอง ได้เห็นกับตาตัวเอง
และเข้าใจในสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญไทยถ่ายทอดให้ สิ่งที่ *นายเทโล สโกเน
*เคยกังขาในเศรษฐกิจพอเพียง
เปลี่ยนไปทันที

"โครงการจากประเทศไทยนี้ สามารถนำไปแก้ปัญหาให้กับคนเลโซโทได้จริง
เพราะเป็นแนวทางการนำทรัพยากรที่เรามีอยู่มาใช้ประโยชน์ ให้คุ้มค่าเต็มที่

ช่วยให้ชาวบ้านสามารถยืนบนลำแข้งของตัวเองได้ ปุ๋ยทำเอง
เมล็ดพันธุ์ก็ใช้ของตัวเอง ไม่ต้องไปซื้อหาให้เปลืองเงิน"

เพราะสาเหตุของความยากจนของคนเลโซโทส่วนหนึ่ง ก็แบบเดียวกับคนไทย
นั่นคือซื้อแทบทุกอย่าง...ปุ๋ยก็ซื้อ เมล็ดพันธุ์ก็ซื้อ สุดท้ายก็เป็นหนี้

"โครงการช่วยเหลือเกษตรกรจากรัฐบาลเลโซโทที่ผ่านมา ส่วนใหญ่
จะเป็นการแนะนำให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมี ใช้เมล็ดพันธุ์แบบนั้นแบบนี้
แต่เกษตรกรต้องควักเงินซื้อเอง และเมื่อเกษตรกรแห่ปลูกกันมาก ปลูกเหมือนกัน
ผลผลิตที่ออกมาล้นตลาด ถูกพ่อค้ากดราคาซื้อ เป็นหนี้เป็นสินธนาคาร
และถูกธนาคารยึดที่ทำกินไป"

แต่หลักการเศรษฐกิจพอเพียงที่ผู้เชี่ยวชาญไทยแนะนำ *นายเทโล สโกเน *บอกว่า
สอนให้เราพึ่งพาตัวเอง ปลูกให้ตัวเองมีกินพอเพียงไว้ก่อน มีเหลือแล้วค่อยขาย

ถึงจะไม่ได้เงินก้อนใหญ่มากเหมือนกับมีเท่าไรขายหมดอย่างเมื่อก่อน
แต่ช่วยให้เรามีเงินเก็บมากกว่า...เพราะมีกินอิ่ม
เหลือขายมีแต่ได้กำไรเก็บเข้าบ้าน ไม่ต้องจ่ายเงินให้ใคร

ผิดกับแบบที่เคยเป็นมา มีเท่าไรขายหมด แล้วซื้อเขากิน เงินมีไม่พอ
สุดท้ายก็เป็นหนี้

*นิซีอัว เลทซี *ผู้ช่วยเกษตรสาว เขตมาซารุ (เมืองหลวงของเลโซโท)
กล่าวยอมรับว่า ความยากจนของชาวเลโซโทส่วนหนึ่งมาจากความเชื่อดั้งเดิม

"ที่ผ่านมาเกษตรเลโซโท นิยมปลูกพืชชนิดเดียว หรือพืชเชิงเดี่ยว ปลูกแล้วขายหมด
ไม่ปลูกพืชอย่างอื่น ผสมผสานเหมือนอย่างที่โครงการเศรษฐกิจพอเพียงทำ
สาเหตุมาจากชาวบ้านเชื่อว่า การปลูกพืชหลายชนิดในแปลงเดียวกัน พืชจะตาย

ก็เลยปลูกอย่างเดียว แต่หลังจากมีการนำเศรษฐกิจแบบพอเพียงจากประเทศไทย
มาทดลองทำ มีการปลูกพืชหลายอย่างรวมกัน
เกษตรกรที่ทราบข่าวต่างอยากจะมาดูให้เห็นกับตาว่าเราสามารถปลูกพืชหลายชนิด
ในที่ดินแปลงเดียวกันได้

ชาวบ้านที่รู้เรื่องต่างมีความสุข รู้สึกตื่นเต้นอยากจะมาดูมาเห็นของจริงว่า
ในโลกก็มีการปลูกพืชอย่างนี้ได้ด้วย
และต้องการจะเอารูปแบบนี้ไปทำในที่ดินของตัวเอง"

แม้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของกษัตริย์ไทยจะช่วยพลิกชีวิตชาวเล�โซโทได้ จริง
แต่ผู้ช่วยเกษตรสาวคนรุ่นใหม่ มีความกังวลว่า แนวทางนี้จะได้ผล
สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องมีแหล่งน้ำ

ทุกวันนี้ เกษตรกรเลโซโท 90%
ยังคงยึดมั่นการปลูกพืชแบบพึ่งพาน้ำฝนอย่างเดียว...ครั้นจะใช้ระบบชลประทาน
คงทำไม่ไหวเพราะค่าใช้จ่ายแพงเกินไป

แต่แนวทางหนึ่งที่พอจะทำได้นั่นคือ คงต้องให้เกษตรกรรวมกลุ่มกัน
จัดการทำระบบผันน้ำจากภูเขา จากหิมะที่ละลายลงมายังแปลงเกษตร

"ที่ผ่านมาเราไม่เคยคิดจะทำกัน ได้แต่รอน้ำจากฝนบนฟ้าอย่างเดียว
แต่เมื่อมีตัวอย่างให้เห็นจากที่ผู้เชี่ยวชาญไทยได้ทำขึ้นกับแปลงสาธิตนี้
เราเชื่อชาวเลโซโทก็ทำได้"

*เพียงแต่ขอให้คนเลโซโท มีโอกาสเห็นกับตาเท่านั้นเองว่า
เรื่องแบบนี้ก็เกิดขึ้นได้ในโลก.*

--~--~---------~--~----~------------~-------~--~----~
คุณได้รับข้อความนี้เนื่องจากคุณได้เป็นสมาชิกเข้าร่วม Google Groups กลุ่ม 
"EvilWhisky"
 To post to this group, send email to [email protected]
 ถ้าท่านไม่ต้องการเป็นสมาชิก, ส่ง email ถึง [EMAIL PROTECTED] หรือ [EMAIL 
PROTECTED]
 ดูเมลเก่าๆได้ที่หน้า http://groups.google.co.th/group/evilwhisky?hl=th
-~----------~----~----~----~------~----~------~--~---

Reply via email to