คราวนี้ วินทร์ เลียววาริณ เค้าว่าด้วย value added ค่ะ น่าสนใจ
 
คนตาบอดในฤดูใบไม้ผลิ

เป็นยามเช้าวันหนึ่งของฤดูใบไม้ผลิ พืชพรรณกำลังผลิใบใหม่ 
ชายตาบอดคนหนึ่งนั่งขอทานบนทางเท้า ป้ายกระดาษข้างหน้าขอทานเขียนว่า "ผมตาบอด"

ชายคนหนึ่งเดินผ่านจุดที่ขอทานคนนั้นนั่ง อ่านข้อความบนป้ายนั้น แล้วถามขอทาน 
"รายได้จากการขอทานเป็นอย่างไร?"

"ก็มีคนให้เศษสตางค์บ้าง แต่นิดหน่อย"

ชายคนนั้นจึงก้มลงเขียนข้อความบางอย่างบนป้ายกระดาษแผ่นนั้น

ครั้นถึงตอนเย็น ชายคนนั้นเดินกลับมาที่จุดเดิม ถามขอทานว่า 
"รายได้วันนี้เป็นอย่างไร?"

ขอทานตาบอดบอกว่า "ดีมากเลย วันนี้มีคนให้เงินผมมากกว่าทุกๆ วัน คุณป็นใคร? 
คุณเขียนอะไรบนป้ายของผม?"

"ผมเป็นนักเขียนคำโฆษณา ผมไม่ได้ทำอะไรมาก 
แค่เขียนประโยคเดียวต่อจากประโยคเดิมของคุณ" 

ข้อความบนป้ายคือ

"ผมตาบอด และนี่เป็นฤดูใบไม้ผลิ"

เรื่องที่เล่านี้เป็นโฆษณาของสำนักงานโฆษณาต่างชาติแห่งหนึ่งราวยี่สิบปีมาแล้ว

เพียงคำพูดต่างกันเล็กน้อย อาจสร้างแรงกระทบหรือผลลัพธ์ต่างกันมหาศาล 
และเพิ่มมูลค่าให้ของชิ้นเดิมหลายเท่า

นี่ก็คือมูลค่าเพิ่มที่ทำให้คนสองคนเรียนจบมาจากมหาวิทยาลัยเดียวกัน 
ได้เกรดเท่ากัน หน้าตาดีพอกัน แต่คนหนึ่งได้งาน อีกคนหนึ่งหลุดจากโอกาส

หนังสือสองเล่มเขียนหัวข้อเดียวกัน แนวเรื่องเหมือนกัน แต่เล่มหนึ่งได้รับรางวัล

หมอสองคนเก่งเหมือนกัน ประสบการณ์เท่ากัน แต่คนหนึ่งมีคนไข้มากกว่า

ผู้หญิงสองคนหน้าตาดีทั้งคู่ แต่คนหนึ่งมีผู้ชายอยากได้เป็นแฟนมากกว่า

มูลค่าเพิ่มอาจเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ดูไม่สำคัญ อาจเป็นเพียงจุดเล็กๆ 
จุดเดียวที่เป็น 'ไม้ตาย' เช่น เสียงหัวเราะ, รอยยิ้ม, การสบตา, การเอ่ยคำว่า 
ครับ-ค่ะ, การเปิดประตูให้คนอื่น, ท่าเดิน, ความสะอาดของเล็บ, กลิ่นตัว, ความขยัน, 
ความมานะ ฯลฯ

เล็กๆ น้อยๆ ที่คนทั่วไปมองข้ามอาจเป็นหมัดเด็ดมัดใจคน 
และเปลี่ยนสถานการณ์ให้เข้าทางเรา 

วินทร์ เลียววาริณ 
19 กันยายน 2552



See all the ways you can stay connected to friends and family
                                          
_________________________________________________________________
More than messages–check out the rest of the Windows Live™.
http://www.microsoft.com/windows/windowslive/

Reply via email to